เตรียมสอบแพทย์ อย่าเตรียมแค่อ่านหนังสือ ติวเข้ม หรือเรียนพิเศษ ... ต้องเตรียมใจด้วยนะ ^ ^

ฝากถึงน้องๆที่คิดเล็งสอบแพทย์กันทุกๆคนนะครับ ก็อยากจะเสนอความคิดเห็นฝากน้องๆที่คิดจะเป็นแพทย์ เป็นคุณหมอกันซะหน่อย

พูดถึงคณะแพทยศาสตร์แล้ว หลายๆคนก็หมายมั่นปั้นมือ อยากจะเข้าหรืออยากจะเป็นแพทย์กันตั้งแต่เด็กๆแล้ว เพราะบางคนพ่อแม่ก็ปลูกฝังให้ลูกหลานอยากเป็นแพทย์กันมาตั้งแต่อ่านออกเขียนได้
สาเหตุก็เพราะคนที่จบมาเป็นแพทย์นั้น รายได้อย่างต่ำสุดของคนเป็นแพทย์ ก็ไม่พ้น 50,000 บาทต่อเดือน ... บางคนอาจจะบอกว่า "อะไรนะ? แค่ 5 หมื่นเอง?" ... แต่ที่บอกว่า 5 หมื่นนี้ คือเส้นสตาร์ทต่ำสุดแบบอุนจิๆจริงๆของแพทย์จบใหม่ๆ ไม่ได้เลือกงานมากมายครับ และรับรองว่ารายได้ต่ำสุดเท่านี้จริงๆไม่มีใครที่จบแพทย์จะต๊อกต๋อยได้เงินเดือนต่ำกว่านี้อีกแล้ว ... ซึ่งแน่นอนว่าจริงๆ แพทย์ส่วนใหญ่ ไม่ได้มีรายได้เท่านี้แน่นอน
เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นหลักประกันว่า ถ้าจบแพทย์มาแล้ว ต่อให้ไม่รวย ก็มีเงินพอกินพอใช้สบายๆแน่นอนน่ะครับ
...
เมื่อเรื่องรายได้ผ่านเกณฑ์มาแล้ว สิ่งที่ชูหน้าชูตาก็คือเกียรติของวิชาชีพ ... ต่อให้คุณไม่ได้รวยล้นฟ้า เป็นไฮซ้อไฮโซ แต่วิชาชีพแพทย์นั้น มันค้ำประกันหน้าตาในสังคมไทยได้สูงมากๆในปัจจุบัน เพราะเป็นอาชีพที่รักษาคนเจ็บไข้ได้ป่วย และไม่มีใครที่บนโลกใบนี้จะไม่ป่วย ถือเป็นเกียรติที่ให้แก่ผู้ที่ช่วยเหลือผู้คนทุกๆคนบนโลกใบนี้
...
สุดท้ายก็คือ มันเป็นคณะเทรนด์นิยมสำหรับเด็กเรียนเก่งนั่นเอง ... เรียนเก่งทั้งที ก็คงไม่อยากเข้าคณะคะแนนต่ำ เพราะมันจะดูไม่เก่งนั่นเอง พูดกันง่ายๆนี่แหละ ... ก็เข้าคณะแพทย์นี่แหละ คนเก่งๆเค้าเรียนกัน


ก็อยากจะบอกว่านี่แหละ คือสิ่งที่คนเค้าคิดๆกัน
...
แต่จริงๆแล้ว สิ่งที่คนไม่รู้กันก็คือ "เป็นแพทย์ที่ดี งานเหนื่อยงานหนัก ไม่ได้สบายอย่างที่คิด" ... เมื่อใดก็ตาม ที่ชีวิตของความเป็นแพทย์เริ่มที่จะสบายๆ เริ่มเงินมีงานสบาย ได้นั่งๆนอนๆ จงถามตัวเองว่า วันนี้เราได้ทำหน้าที่แพทย์ที่ดีแล้วหรือยัง?
เด็กบางคนไม่ได้หัวอัจฉริยะมากมาย แต่หัวโอเค หัวดีแบบคนทั่วๆไป พอไปได้ ... ซึ่งเด็กกลุ่มนี้ก็พยายามติว พยายามอ่านหนังสือแทบเป็นแทบตาย จนกลายเป็นคนเก่งมากๆขึ้นมา และเลือกคณะแพทย์ เพราะคิดว่าจบไปเป็นแพทย์แล้วก็สบายเองแหละ ... แต่แท้จริงมันไม่ใช่
เด็กบางคนเป็นเด็กอัจฉริยะ ฟังครูสอน ฟังอาจารย์สอน ทบทวนนิดหน่อยก่อนสอบ ก็ทำคะแนนได้ดีมากๆด้วยความที่หัวดี ... ซึ่งสิ่งที่ได้มานั้นไม่ได้ยากลำบากอะไรเลย ... แล้วเด็กคนนั้นก็เลือกคณะแพทย์ เพราะเป็นคณะสำหรับเด็กเรียนเก่ง งานดี มีเกียรติ ... แต่พอจบมาทำงานเป็นแพทย์แล้ว กลับไม่สามารถสบายๆได้เหมือนเมื่อช่วงเรียนหนังสืออีก
เด็กบางคนโดนพ่อแม่ปลูกฝัง โดนเทรนด์นิยมปลูกฝังว่า ต้องแพทย์ แพทย์ แพทย์ ... จนมาเป็นแพทย์ ทั้งที่ไม่ได้อยากเป็นมากมาย แต่ชอบแพทย์เพราะเกียรติยศและภาพลักษณ์ของวิชาชีพนี้ แต่ไม่ได้อยากเป็นโดยเนื้องานจริงๆ
...
...
ดังนั้น ก่อนที่จะเลือกเรียนคณะนี้ ก่อนอื่นต้องถามตัวเองก่อนว่า รู้จักการทำงานของแพทย์ ดีแล้วหรือ?
มี 3 หัวข้อของวิชาชีำพนี้มาให้อ่านกันครับ

1. แพทย์ตั้งใจทำงาน เตรียมเจองานหนัก
2. แพทย์ไม่ตั้งใจทำงาน เตรียมเจอความเสียหายจากชีวิตคน
3. แพทย์เลือกงานสบาย ก็ทำได้ ... แต่ ...


...

1. แพทย์ตั้งใจทำงาน เตรียมเจองานหนัก
ตามปกติของแพทย์ที่อยู่ในโรงพยาบาลทั่วๆไป ที่ไม่ได้เปิดคลินิกรักษาโรคเองนั้น ... เตรียมใจไว้เลยว่า งานหนักแน่ๆ
และหนักที่ว่านี้ ไม่ใช่งานหนักเหมือนการทำรายงานหามรุ่งหามค่ำจนถึงโต้รุ่งตอนเรียนหนังสือ หรือเหมือนกับการอ่านหนังสือติวเข้ม วันละ 16 ชม.แน่นอน
... มันหนักกว่านั้น
เพราะเรื่องติวเข้ม เรื่องทำงานหามรุ่งหามค่ำนั้น มันเป็นงานเฉพาะกิจ ที่นานๆทีปีหนจะมีให้ต้องทำ หรือการติวเข้มที่ว่าโหดๆ แต่แท้จริงก็คือการนั่งใช้หัวสมองในการฟัง การคิดวิเคราะห์ ที่ไ้ร้การบังคับ ถ้าเราเหนื่อย เราก็หยุดฟังก็ได้ และถ้าเราเตรียมพื้นฐานความรู้ที่่สะสมมาดีอยู่แล้ว เราก็ไม่ต้องใช้สมองมากมายคนเมื่อยล้ากับการเรียนได้
แต่เป็นแพทย์ ในเวลา 365 วัน คุณจะต้องทำงาน 24 ชม. ... ย้ำว่า 24 ชม.ไม่ได้หยุด!! เป็นระยะเวลาเกือบๆ 80-100 วัน จากทั้งปี!!
เพราะเมื่อใดก็ตามที่คุณอยู่เวร คนไข้มาหาคุณเมื่อไหร่ คุณก็ต้องออกมาดูเมื่อนั้น และนั่นหมายถึงว่า คุณเจอคนไข้หนักเกินการรับมือไหวของพยาบาลแล้วนั่นเอง ไม่ใช่เด็กมีไข้ เอาพาราไปกินก็ได้มาหาหรอกครับ
... มันต่างกับการนอนดึก หรืออดนอนอ่านหนังสือ
เพราะคุณไม่สามารถอดนอนได้ เนื่องจากคุณต้องเตรียมพร้อมในการตรวจคนไข้ในวันรุ่งขึ้น คุณไม่สามารถจะอดนอนได้
ดังนั้นคุณต้อง "หลับ" สถานเดียว ... และคุณก็ไม่ได้หลับสบายๆหรอกนะครับ คุณจะต้องโดนปลุกวันละอย่างต่ำ 4-5 ครั้ง หรือ 10 ครั้งแล้วแต่โชค ให้มาดูคนไข้ "หนักๆ" จะตายมิตายแหล่ตลอดทั้งคืนจนเช้า ... พอเช้า คุณก็ต้องตรวจคนไข้ปกติจน 4 โมงเย็น ... พอเลย 4 โมงเย็น คุณก็คอยไป ว่าจะมีคนเรียกคุณมาดูคนไข้หนักๆจนถึงเช้าหรือไม่
ซึ่งวันที่ยกตัวอย่างนี้ คือวันที่คุณอยู่เวรนะครับ ไม่ได้เป็นเช่นนี้ทุกวัน ไม่งั้นตายกันพอดี -*-
ซึ่งโดยมากแล้ว ใน 1 สัปดาห์ คุณจะต้องอยู่เวรอย่างนี้ 2-3 วัน เป็นอย่างนี้ตลอดไป ไม่มีปิดเทอมเหมือนเรียนหนังสือหรอกนะครับ
และคนไข้นั้น ไม่ได้มาว่านอนสอนง่ายให้คุณทำอะไรกับเค้าก็ได้นะครับ
- คนที่ประสบอุบัติเหตุเกือบครึ่ง มาโรงพยาบาลเพราะเมาเหล้า ไม่หนักมากซวยพยาบาล หนักหน่อยเจอแพทย์แน่นอน ... เว้นแต่จะหนักมากจนหมดสติเท่านั้นเอง
- คนไข้หลายๆคนไม่เชื่อคุณ จนแพทย์มีประโยคฮิตว่า "ไม่เชื่อหมอ แล้วมาโรงพยาบาลทำไม(ฟะ)" แพทย์ก็จะทำหน้าที่เหมือนคุณครูที่สอนหนังสือเด็กนักเรียน แต่นักเรียนไม่ยอมฟัง และคุณไม่สามารถเีรียกนักเรียนเหล่านั้นมาตี หรือทำโทษได้เลย
...
ที่หนักหน่วงจริงๆก็คือกฎหมายสิทธิผู้ป่วย
... หลายๆคนอาจจะมองว่า แพทย์แย่มาก ที่ออกมาเรียกร้องสิทธิให้ตัวเองเรื่องการรักษาผิดพลาด ทำคนไข้ตายหรือพิการ แต่จะไม่รับผิดหรืออย่างไรกัน?
แต่คุณลองถามตัวเองดูว่า คุณเคยทำข้อสอบได้คะแนน "ไม่เต็ม" ไหม? ... ต่อให้คุณเก่งมาจากไหนในตอนเรียนหนังสือ คุณก็ใช่ว่าจะทำข้อสอบได้คะแนนเต็ม 100 100 100 100 100 ... 100 อยู่ตลอดเวลาซะเมื่อไหร่กันเล่า แค่ได้คะแนน 90 คะแนนก็อวดโอ่ได้ทั่วแล้ว
ซึ่งหากพูดง่ายๆ ... 10 คะแนนที่หายไปนั้น ก็เพราะคุณ "พลาด" นั่นเอง ไม่มีใครจงใจทำข้อสอบผิดไป 10 ข้อหรอกครับ แต่มันพลาดอย่างช่วยไม่ได้ ... เพราะแพทย์ก็เป็นคน ไม่ใช่เครื่องจักร ไม่ใช่เครื่องคิดเลข ที่จะไม่มีผิดมีพลาดโดยไม่ตั้งใจ
...
แล้วตอนคุณทำงานเป็นแพทย์ล่ะ?? คุณคิดว่าคนไข้ที่มาโรงพยาบาลทุึกๆวัน วันละ 100-200 คน หรือบางโรงพยาบาลเป็นพันๆคนอย่างศิริราชนั้น คุณคิดว่าจะมีคนไข้ที่ไม่โดนแพทย์รักษาแบบพลาดๆบ้างเลยหรือ??
ดังนั้น ถ้าเปรียบคนไข้ในหนึ่งวันจำนวน 100 คน เป็นข้อสอบ 100 ข้อ
คุณก็ต้องทำข้อสอบทุกๆวัน และห้ามพลาดเลย ต้องได้เต็มร้อยทุกๆวันนั่นเอง!!
พลาดเมื่อไหร่ ... ถ้ารักษาไม่หาย แต่ไม่ตายก็ดีไป ค่อยมารักษากันใหม่ ... แต่ถ้าข้อสอบข้อนั้นเป็นข้อสำคัญ และคุณพลาด นั่นคือชีวิตคน!!
จิตใจมุ่งมั่นจะรักษา จะช่วยเหลือ แต่ทำเค้าตายแทน ... คุณต้องยอมรับสภาพจิตใจตนเองและเตรียมใจไว้เลย แพทย์ทุกคนต้องผ่านมันมาแล้วทั้งนั้น ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว
แต่แน่นอนครับ ว่าถ้าเราตั้งใจจริงในการรักษาผู้ป่วย แต่ดันพลาดเนี่ย ... แบบนี้แพทย์ก็ไม่ผิดหรอกครับ
เพียงแต่ว่า แพทย์พลาดแต่ตั้งใจทำงาน กับแพทย์พลาดเพราะขี้เกียจหรือประมาทนั้น ... ใครตัดสิน???
แพทย์อาจจะรู้อยู่แก่ใจว่าตนตั้งใจทำสุดความสามารถของแพทย์ที่เพิ่งอยู่เวรอดนอนมา 24 ชม.แล้ว ... แต่คนอื่นจะยอมรับความผิดพลาดนั้นไหม? โดยเฉพาะญาติผู้ป่วยหรือตัวผู้ป่วยเอง?
...
นี่แหละครับ คือความ "หนัก" ของวิชาชีพแพทย์ที่จะต้องเจอ

2. แพทย์ไม่ตั้งใจทำงาน เตรียมเจอความเสียหายจากชีวิตคน
...
ถ้าคุณอ่านข้อที่ 1. แล้ว คุณเลือกที่ไม่เป็นแพทย์ทำงานหนักๆ คุณก็เลือกได้ครับ ตรวจคนไข้ผ่านๆ ง่ายๆ สบายๆก็ได้
มีคนโทรตามคุณไปดูคนไข้ตอนคุณอยู่เวรดึกๆ คุณก็โยนหน้าที่ให้พยาบาลดูแทนก็ได้
... แต่เมื่อใดก็ตาม ที่คุณทำแบบนี้ ชีวิตของคนไข้ จะเสี่ยงกว่าแพทย์ที่พลาดแบบข้อ 1. เยอะ(มาก)ครับ
และความผิดของคุณนั้น จะโดนลงโทษทั้งทางสังคมอย่างชัดเจน ... และต่อให้สังคมไม่ลงโทษคุณเพราะคุณกระเสือกกระสนหลุดพ้นมาได้
คุณก็หนี "บาป" ไปไม่พ้น ถ้านรกมีจริงก็เตรียมลงได้เลย เว้นแต่ว่าคุณจะไม่เืชื่อในเรื่องบาปบุญก็เท่านั้น

3. แพทย์เลือกงานสบาย ก็ทำได้ ... แต่ ...
หนทางสุดท้าย ของการหลุดพ้นจากการเป็นแพทย์เหนื่อยหนัก โดยไม่ต้องทำตัวแบบแพทย์ในข้อ 2. นั้น
ก็มีอยู่ครับ ทำงานเป็นแพทย์เอกชน รับเวรน้อยๆให้พอได้เงินเดือนเยอะๆสบายๆก็พอ
หรือเปิดคลินิกเอง ตรวจคนไข้ธรรมดาๆ เจอหนักๆก็ส่งรพ.ซะเลย
หรือเล็งเป็นผู้บริหารไวๆ เข้าสู่เส้นทางผู้บริหารหรือสายวิชาการซะเลย
เหล่านี้ก็ทำได้ครับ ^ ^ จะสบายขึ้นมาหน่อย แต่มันก็มีความหนักตามสไตล์ของมัน แต่คงไม่เท่ากับแบบข้อ 1. หรอกครับ
ถ้าเป็นแพทย์โรงพยาบาลเอกชนหรือเปิดคลินิกเอง คุณต้อง "ตามใจคนไข้" ให้เป็น เอาใจให้เก่ง ไม่ใช่แค่ศิลปะการรักษาเท่านั้นที่คุณจะต้องเก่งแล้วล่ะครับ
ถ้าเป็นผู้บริหารหรือสายวิชาการ คุณก็จะเหนื่อยหนักด้านอื่นแทน แต่เอาน่า ไม่ต้องอดหลับอดนอนอ่ะนะ ยังดีๆ ^ ^"
...
...
เพียงแต่ว่า ... ถ้าน้องๆที่อยากเป็นแพทย์ทุกคน มาเป็นหมอ มาเป็นผู้รักษาคนไข้ด้วยแนวคิดข้อ 3. กันหมดแบบนี้
แล้วประเทศชาติจะเป็นอย่างไร??? แล้วใครมันจะรักษาคนไข้ล่ะนี่~~??
... หน้าที่ของความเป็นหมอนั้น มันตกอยู่ที่ข้อที่ 1. ด้วยเนื้อแท้ของวิชาิชีพนี้ครับ

...
...
...

ดังนั้น อยากจะบอกน้องๆที่เตรียมตัวสอบแพทย์ทุกๆคนว่า
ถ้าไม่ได้เคยนึกถึงเรื่องพวกนี้ ก็ควรนึกถึงและเข้าใจไว้ด้วยน่ะครับ
ไม่อยากให้คนขี้เกียจ นิสัยไม่ดี ไม่มีเมตตา แต่ดันหัวดีเรียนเก่ง มาเลือกคณะนี้จริงๆ เพราะมันไม่เหมาะกับคุณ
ไม่อยากให้คนดีทั่วไป ที่ติดค่านิยมว่า "ตั้งใจเรียนหนักๆ โตแล้วจะได้งานดีๆ สบายๆทำ" มาเรียนแพทย์เช่นกัน เพราะมันไม่สบายอย่างที่ิคิด (แล้วคุณก็จะผันตัวเองกลายเป็นแพทย์ที่ไม่ดีเอาได้)
ไม่อยากให้พวกอีโก้แรง ที่เอาแต่เรียนและชนะคนอื่นมาตลอด มาเป็นหมอ ... เพราะเป็นหมอไม่มีเนื้องานที่ต้องเอาชนะคะคานใคร มีแต่งานที่ต้องช่วยเหลือให้ผู้อื่นเอาชนะโรคร้ายได้เท่านั้น

ถ้าน้องๆถามตัวเองแล้ว ไม่ได้อยากเป็นแพทย์จริงๆ แต่พ่อแม่บังคับ อันนี้ก็คงต้องคุยกันยาวแล้วล่ะครับ (แต่คงจะยาก -*-)
ก็ต้องหาข้อมูลมายันกับผู้ปกครองที่รู้ข้อมูลแค่เปลือกนอกแล้วเอาแต่พร่ำบอกว่าเป็นแพทย์ดี สบาย เงินดี มีเกียรติ ไปชนให้มากที่สุด
แต่จนแล้วจนรอดถ้าต้องมาเรียนแพทย์จริงๆโดยที่ไม่ได้ชอบ ... ก็ขอให้ทุกๆคนค่อยๆซึมซับจรรยาบรรณและชอบวิชาชีพนี้ได้ในภายหลังกันนะครับ ... อย่างน้อย จะเป็นแบบข้อ 3. ก็ยังดีครับ (แต่อย่ามากเกินไปน้า~~ ^ ^")
...
...
...
ก็ ... เป็นเพียงหนึ่งความเห็นนะครับ
หากมีแพทย์ท่านใดผ่านมา จะมีความเห็นแย้ง หรือเสริมเพิ่มเติมอย่างใด ก็บอกกล่าวกันได้ทาง comment ครับ
ข้อมูลที่เอามาบอกนี้ อาจจะไม่ได้เป็นแบบนี้ร้อยทั้งร้อยหรือเหมือนกันไปซะหมดหรอกครับ และก็อาจจะไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกต้องเสมอไปด้วย
ส่วนน้องๆก็ขอให้ถามใจตัวเองคิดอย่างวิจารณญาน และหาข้อมูลให้มากๆก็แล้วกันครับ ^ ^

2 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ18 มีนาคม 2554 เวลา 23:41

    รับติวสอบแพทย์จากพี่ๆนิสิต-นักศึกษาคณะแพทยศาสตร์จากหลายๆสถาบัน พูดคุยแนะแนวประสบการณ์การสอบ การเรียน การฝึกงานจากพี่ๆโดยตรง รับรองผลการสอบ ติดต่อ 081-4221103 0863403659
    Donkbua_22@hotmail.com

    ตอบลบ
  2. ไม่ระบุชื่อ20 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:55

    คห ข้างบนอ่ะเค้าชื่อ พี่บัว หลอกเอาเงินเด็กอ่ะ บอกว่าเปงหมอปต่ไม่ได้เปงแล้วมาสอน ทำลายความฝันเด็กอ่ะ บางคนจ่ายไป10000 บางคนก้อ15000 แล้วก้อไม่ได้คืน (กลเม็ด ค่าใช้จ่ายถูก สอนหลายๆคน ไม่ค่อยได้สอน เด็กเหงว่าไม่เวิร์คก้อเลิกเรียนกัน) อย่าโดนนน หลอกกกก!!!เหมือนเราน่ะใช้วิจารณญาณด้วยค่ะ

    ตอบลบ