บทความ

กำลังแสดงโพสต์ที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ

รีวิวยาพ่นจมูก Otrivin แก้คัดจมูก ... รู้งี้ใช้นานแล้ว

รูปภาพ
ปกติเป็นคนที่คัดจมูกบ่อยๆครับ ตอนเช้าๆกับก่อนนอน ... ก็เลยคิดว่าตัวเองเป็นพวกภูมิแพ้ล่ะมั้ง เวลาเป็นมากๆ ก็มักจะเน้นการกินยาแก้แพ้มากกว่า เช่นพวก Chlopheniramine หรือยาประมาณเดียวกัน แต่มันก็ช่วยไม่ได้มากครับ ดีขึ้นแต่ก็นิดหน่อย จากบางทีที่คัดจมูกสองข้าง อาจจะกลายเป็นคัดจมูกข้างเดียว น้ำมูกลดลงนิดหน่อย อะไรแบบนี้ แต่ไม่นานมานี้ คุณภรรยาแนะนำว่า ไม่ลองใช้ยาพ่นจมูกดูล่ะ? ก็เลยลองหาซื้อมาใช้ดู แล้วก็ได้ยี่ห้อที่ชื่อว่า Otrivin มาใช้ครับ แบบว่าคนขายยาเค้าบอกว่าดีหน่อย ราคาไม่แรงสุด แต่ก็ไม่ถูกสุด กลางๆน่ะครับ วิธีใช้ ก็แค่ถอดปลอกออก สอดเข้าในรูจมูก แล้วก็กดทีเดียวครับ ทำทั้งสองข้าง เชื่อไหม? ประมาณ 5 นาทีเท่านั้น อาการดีขึ้นทันที!! ... สำหรับคนที่คัดจมูกมานาน คิดว่ามันคือความมหัศจรรย์อย่างนึงเลยเชียวล่ะ 555+ แล้วก็หายคัดจมูกไปเป็นวันเลยครับ!! คืออาจจะต้องพ่นอีกทีก็วันรุ่งขึ้น หรืออาการหายไปเลยหลายวัน ใช้ดีมากๆเลยครับ แต่บอกก่อน ว่าตอนใช้แรกๆ จะใช้ไม่ได้ผลชะงักนัก ตอนแรกๆหายคัดจมูก แต่น้ำมูกใสๆจะเยอะมากๆ เป็นทั้งวัน (แต่ก็ดีกว่าหายใจไม่ออกอ่ะนะ) พอใช้ได้ 2-3 วัน ... ก็เริ่มไม่มีน...

ซิฟิลิสที่ลำยองเป็น ป้องกันยากกว่าเอดส์

ตอนนี้กระแสละครเรื่อง "ทองเนื้อเก้า" กำลังดัง ... ผมก็เลยขอโหนกระแสตอนนี้กับเรื่องของ ซิฟิลิส (Syphilis) กับเค้าหน่อย เพราะเท่าที่เห็นข้อมูลสื่อที่ออกมาจากบอร์ดต่างๆหรือตามเวบข้อมูลสุขภาพต่างๆ ยังมีความคลาดเลื่อนอยู่เล็กน้อยในเรื่องของการป้องกัน เลยมาบอกต่อกันครับ ^ ^ หากพูดถึงการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เราจะบอกว่า "ใช้ถุงยางอนามัยสิ" ซึ่งกับกามโรคทั่วๆไป ก็ได้ผลที่โอเคดี โรคเอดส์หรือติดเชื้อ HIV ก็ป้องกันได้ แต่กับ "ซิฟิลิส" ที่ลำยองเป็นนั้น ไม่เสมอไปครับ!! ที่ใช้คำว่า ไม่เสมอไปนั้น จริงๆก็คือ ตามปกติแล้ว ถุงยางอนามัยก็ป้องกันซิฟิลิสได้แหละครับ ^ ^ แต่ซิฟิลิส มีความพิเศษที่ช่วยเพิ่มโอกาสติดขึ้นมาได้มากกว่ากามโรคอื่นๆแม้จะใช้ถุงยางอนามัยครับ เพราะการติดต่อเชื้อของซิฟิลิสนั้น จะเกิดจากติดจากแผลซิฟิลิส (ที่เรียกกันว่าแผลริมแข็ง ซึ่งเป็นอาการของซิฟิลิสระยะแรกๆครับ) ซึ่งเจ้าแผลริมแข็งนี้ หากปรากฎบนอวัยวะเพศชาย ก็ใช่ว่าจะอยู่ในส่วนที่ถุงยางอนามัยหุ้มเอาไว้เสมอไป อาจจะอยู่บริเวณขาหนีบหรือหัวเหน่าก็ได้ หรือหากมีแผลอยู่บริเวณอวัยวะเพศหญิง ก็ใช่ว่าบริเ...

โสม กับสารสกัดจินซีโนซายด์ : Ginseng & Ginsenoside มีประโยชน์อย่างไร

สารสกัดจินซีโนซายด์จากโสม คือทางเลือกหนึ่งที่สามารถช่วยต่อต้านความเครียด เมื่อยล้า หายอ่อนเพลียได้เป็นอย่างดี ซึ่งคนทำงานในยุคเศรษฐกิจอย่างยุคนี้ไม่ควรมองข้าม อุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งในทุกชั่วโมงการทำงาน นั่นคือความเครียดที่มักมาพร้อมกับปัญหาหรือภาวะรีบเร่งในชั่วโมงการทำงาน ซึ่งแน่นอน ผลกระทบมากมายที่เกิดจากความเครียดนั้นไม่เคยเป็นผลดีต่องานและสุขภาพ และคงดีไม่น้อยถ้าสามารถหยุดหรือต่อต้านความเครียดที่จะเกิดขึ้นได้ สารสกัดจินซีโนซายด์จากโสม คือกลไกหนึ่งที่สามารถช่วยได้อย่างที่ใครหลายคนคาดไม่ถึง ทำไมถึงต้องเป็นสารสกัดจินซีโนซายด์จากโสม เพราะสกัดได้จากโสมเกาหลีสีขาวพันธุ์ Panax Ginseng C.A. Meyer ซึ่งเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณพิเศษในการรักษาโรค พบว่าโสมขาวจะมีคุณภาพในการรักษาโรคดีกว่าโสมแดง แต่มีข้อเสียคือโสมขาวไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน เมื่อนำมาสกัดแล้ว โสมแดงจึงได้รับความนิยมมากกว่า แต่ก็มีนักเภสัชวิทยาคิดค้นหาวิธีสกัดโสมขาว โดยสามารถคงสภาพสารจินซีโนซายด์ ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่มีอยู่ให้ออกฤทธิ์ได้เหมือนเดิม วิธีการนี้เราเรียกว่า ขบวนการสกัดโสมเข้มข้นมาตรฐาน ซึ่งถือเป็นขบวนการผลิตสมัยใหม่ที่นำ...

การขมิบ ผู้ชายก็ทำได้ ลดปัญหานกเขาไม่ขัน!!

จากการศึกษาของนักวิจัยชาวอังกฤษพบว่า การออกกำลังด้วยวิธีการขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานช่วยให้ปัญหาอวัยวะเพศชายไม่แข็งตัวมีอาการดีขึ้น แต่แพทย์หลายคนกลับไม่มั่นใจนัก งานวิจัยดังกล่าวทำขึ้นโดยแบ่งอาสาสมัครชายจำนวน 55 คน ซึ่งมีปัญหาอวัยวะเพศไม่แ็ข็งตัวออกเ็ป็นสองกลุ่ม โดยให้กลุ่มแรกฝึกขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานซึ่งคล้ายกับการพยายามกลั้นไม่ให้ผายลม ส่วนอาสาสมัครอีกกลุ่มให้ออกกำลังกาย หยุดสูบบุหรี่ ลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมทั้งประพฤติตัวให้ถูกสุขลักษณะ ในเวลาสามเดือนต่อมา ผลปรากฎว่ากลุ่มที่มีการฝึกขมิบทุกวันนั้น ปัญหาอวัยวะเพศไม่แข็งตัวมีอาการดีขึ้น ขณะอีกกลุ่มไม่พบความเปลี่ยนแปลงใดๆเลย ผู้เชี่ยวชาญหลายคนยังไม่สามารถอธิบายว่าการฝึกขมิบดังกล่าวช่วยให้อาการดีขึ้นได้อย่างไร เนื่องจากปัญหาอวัยวะเพศไม่แข็งตัวนั้นเกิดจากปัญหาของหลอดเลือด ไม่ใช่ปัญหาของกล้ามเนื้อ ปัจจุบันเราพบว่าการฝึกขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเ็ป็นวิธีง่ายๆที่สามารถรักษาโรคกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ แต่ประสิทธิภาพต่อปัญหาอวัยวะเพศไม่แข็งตัวคงต้องอาศัยงานวิจัยเพิ่มเติม ที่มา: นิตยสาร Reader Digest เดือนก.พ. 2549 --------...

ไวน์มีประโยชน์ ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและอื่นๆ!!

       ไวน์ - wine หรือเหล้าองุ่นนั้น คุณรู้หรือไม่ว่า การดื่มไวน์วันละนิด ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเกี่ยวกับหัวใจแต่ยังช่วยให้ร่างการกระปรี้กระเปร่าขึ้นอีกด้วย        การดื่มไวน์วันละหนึ่งหรือสองแก้วช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจได้ร้อยละ 30-40 ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดยืนยัน        นอกจากนี้ยังมีรายงานจากนักวิจัยสหรัฐฯอีกกลุ่มระบุว่า การดื่มไวน์แต่พอประมาณจะทำให้เนื้อเยี่อดวงตาส่วนที่อาจส่งผลให้เกิดอาการกึ่งบอดในผู้สูงวัยเสื่อมสภาพช้าลง สำหรับสตรีวัยทอง การดื่มแอลกอฮอล์วันละหนึ่งหรือสองแก้วจะช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงกว่าคนที่ไม่ดื่มเลย ทั้งยังลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานและโรคนิ่วในถุงน้ำดีด้วย        ไวน์ให้ผลดีเหล่านี้ได้อย่างไร กรณีของโรคหัวใจ งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า แอลกอฮอล์ช่วยขยายเส้นเลือดและกระุ้ตุ้นการหมุนเวียนของโลหิตซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากอาการโรคหัวใจกำเริบมักเกิดขึ้นเมื่อเลือดจับตัวกันเป็นก้อน ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดออกซิเจนไปหล่อเลี้ยง      ...

ผู้ชายแพ้ท้องแทนภรรยา ทำไมสามีแพ้ท้อง? สาเหตุมาจากอะไร?

ไม่เฉพาะสตรีมีครรภ์เท่านั้นที่แพ้ท้องเนื่องจากฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลง ผู้ชายที่กำลังจะเป็นพ่อคนก็อาจเกิดอาการแพ้ท้องแบบเดียวกัน นักวิจัยในแคนาดาศึกษาว่าที่คุณพ่อจำนวน 23 คน ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างนั้น พบว่าช่วงสองสามเดือนแรกที่ภรรยาตั้งครรภ์จนถึงสองสามเดือนหลังคลอด ผู้ชายทั้ง 23 คน มีระดับฮอร์โมน Testosterone และฮอร์โมนความเครียด Cortisol ลดลง ขณะที่หลายคนมีระดับ Estradiol ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของแม่สูงขึ้น การศึกษานี้อาจช่วยอธิบายได้ว่า ทำไมผู้ชายร้อยละ 11-65 จึงเกิดกลุ่มอาการคูวาร์ด (Couvard Syndrome) ซึ่งพบในชายที่ภรรยากำลังตั้งครรภ์แต่ตัวเองกลับมีอาการแพ้ท้องและอาการอื่นๆเหมือนภรรยา - Sharon Liao ที่มา: นิตยสาร Reader Digest ก.พ. 2546 ปล. จากความเห็นของผมเองนั้น แม้จะมีข้อบ่งชี้ของอาการว่ามาจากฮอร์โมนที่ลดลงและเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่ก็ยังบอกไม่ได้ว่า "ทำไมฮอร์โมนจึงเปลี่ยนแปลง" จริงๆก็อาจจะเป็นเพราะว่าการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในภรรยาตั้งท้อง อาจจะส่งผลคล้ายๆฟีโรโมนที่มีผลกับเพศตรงข้ามที่อยู่ใกล้ๆด้วยก็ได้ แต่ก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานนะครับ เพราะในบางครอบครั...

HDL หรือไขมันชนิดดี มีประโยชน์อย่างไร ต้องกินอะไรจึงได้ HDL?

ไขมัน บางคนได้ยินคำนี้แล้วร้องยี้~~ เพราะคิดว่าไขมันนั้นมีแต่โทษถ้าทานเยอะเกินไป สะสมทำให้อ้วน เป็นโรคหลอดเลือด เป็นโรคหัวใจ แต่จริงๆแล้ว ไขมันมีประเภทที่มีประโยชน์ด้่วยครับ เรียกง่ายๆว่า "ไขมันชนิดดี" นั่นเอง ซึ่งชื่ออย่างเป็นทางการของไขมันชนิดดีนี้ ก็คือ HDL (เอชดีแอล) นั่นเองครับ เอชดีแอลจัดเป็นคอเลสเตอรอลที่มีความหนาแน่นสูง ไม่เกิดโทษเหมือนคอเลสเตอรอลปกติ ซ้ำยังมีสรรพคุณป้องกันโรคหัวใจ โรคหลอดเลือด และโรคมะเร็งอีกด้วย (ตรงข้ามกับคอเลสเตอรอลปกติโดยสิ้นเชิง) แล้วเราจะเพิ่มปริมาณ HDL ได้อย่างไรล่ะ? มีมากในอาหารประเภทไหน หรือต้องกินอะไร? คำตอบก็ตามนี้ครับ ^ ^ 1. ทานอาหารที่มี Omega 3 (โอเมก้า 3) ครับ ซึ่งแหล่งที่มีโอเมก้า3 มากๆนั้นก็คือ เนื้อปลา นั่นเองครับ อาหารเสริมประเภท Fish Oil ก็มีโอเมก้า3 เยอะเช่นกันครับ (จะสังเกตว่า คนญี่ปุ่นนั้นอายุขัยเฉลี่ยยืนยาวที่สุดในโลก ซึ่งอาหารหลักของคนญี่ปุ่นก็คือเนื้อปลานั่นเอง) 2. ออกกำลังกายแบบแอโรบิกเป็นประจำ เ่่ช่น การเต้นแอโรบิก จะช่วยเพิ่มปริมาณการสังเคราะห์ไขมันประเภทเอชดีแอลได้ครับ 3. การควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน ก็เป็นกา...

เซ็กส์หรือเพศสัมพันธ์ มีประโยชน์กว่าที่คุณคิด!!

การมีเซ็กซ์หรือการมีเพศสัมพันธ์นั้น หากพูดถึงประโยชน์ของมันแล้ว คนส่วนใหญ่ก็มักจะพูดว่าช่วยในเรื่องของความรัก ประคองชีวิตคู่ ซึ่งมักจะไปทางเรื่องของความรักกันเป็นส่วนใหญ่ แต่คุณๆรู้หรือไม่ ว่าการมีเซ็กซ์นั้น มีประโยชน์ในด้านสุขภาพอีกด้วย 1. เพศสัมพันธ์เป็นการออกกำลังกายที่ดี การมีเพศสัมพันธ์ประมาณ 20 นาที ช่วยเผาผลาญแคลอรี่และไขมันไปประมาณ 390 แคลอรี่ครับ ซึ่งจะเผาผลาญพอๆกับการเล่นเทนนิสหรือปั่นจักรยานในระยะเวลาเท่าๆกันเลยทีเดียว 2. เพศสัมพันธ์ช่วยไม่ให้แก่ก่อนวัย มีงานวิจัยจากโรงพยาบาล Royal Edinburgh ในประเทศสกอตแลนด์ว่า เพศสัมพันธ์ที่ดี จะช่วยให้ดูอ่อนกว่าวัย เนื่องจากการมีเพศสัมพันธ์นั้นช่วยให้จิตผ่อนคลาย คลายความเครียด และนอนหลับสนิทด้วย 3. ช่วยให้อายุยืนยาว มีการศึกษาว่าผู้ที่มีเพศสัมพันธ์อย่างน้อยสองครั้งต่อสัปดาห์ มีอัตราเสียชีวิตลดลงร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับผู้ที่มีเพศสัมพันธ์น้อยกว่าเดือนละ 1 ครั้ง 4. ช่วยให้สุขภาพแข็งแรง การมีเพศสัมพันธ์ช่วยให้เกิดการหลั่งของฮอร์โมน Oxytocin และ Endorphin ซึ่งช่วยให้นอนหลับสบาย นอกจากนั้นการมีเพศสัมพันธ์ยังช่วยเสริมสุขภาพของระบบสืบ...

วัคซีนสำหรับเด็ก เด็กก่อนวัยเรียนและวัยเรียน ต้องได้รับวัคซีนอะไรบ้าง?

โรคอันตรายๆบางชนิดนั้น สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน ซึ่งถ้าได้รับวัคซีนแล้วก็จะป้องกันไม่ให้ป่วยด้วยโรคนั้นๆได้ (บางโรคอันตรายร้ายแรงถึงขั้นพิการหรือตายได้เลย) ดังนั้นเด็กๆควรจะต้องได้รับวัคซีนให้ครบตามกำหนด พ่อแม่ควรใส่ใจและพาลูกหลานไปรับวัคซีนที่สถานบริการสาธารณสุขตามกำหนดนะครับ ^ ^ สำหรับกำหนดการรับวัคซีนของเด็กนั้น จะแบ่งตามช่วงอายุครับ โดยแบ่งได้กว้างๆเป็น ช่วงเด็กก่อนวัยเรียน และ เด็กวัยเรียนครับ ^ ^ 1. เด็กก่อนวัยเรียน      อายุแรกเกิด           - วัคซีนวัณโรค, วัคซีนตับอักเสบบี      อายุ 1 เดือน           - วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี (ให้เฉพาะเด็กที่แม่เป็นพาหะนำโรคไวรัสตับอักเสบบีเท่านั้นนะครับ ^ ^")      อายุ 2 เดือน           - วัคซีนรวมคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ตับอักเสบบี (รวมในเข็มเดียว) ครั้งที่ 1           - หยอดวัคซีนโปลิโอ ครั้งที่ 1      อายุ 4 เดือน         ...

ตั้งครรภ์ ตั้งท้อง ต้องได้รับวัคซีนอะไรบ้าง?

หญิงท้องหรือตั้งครรภ์นั้น ต้องได้รับวัคซีนด้วยนะครับเพื่อเป็นการกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคในแม่และต่อทารกแรกเกิดอีกด้วยครับ ยกตัวอย่างโรคบาดทะยักนั้นเกิดในทารกแรกเกิดได้ง่าย คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ ก็ควรจะได้รับวัคซีนซึ่งจะช่วยป้องกันโรคบาดทะยักในทารกแรกเกิดด้วยครับ โดยวัคซีนที่คนตั้งท้องจะต้องได้ก็คื วัคซีนรวมคอตีบ-บาดทะยัก นั่นเอง ^ ^ กำหนดการรับวัคซีนก็ตามนี้ครับ 1. ครั้งที่ 1 - ให้วัคซีนทันทีที่ทราบว่าตนเองตั้งครรภ์ (รู้ตัวหรือสงสัยเมื่อไหร่ ให้ไปโรงพยาบาลเลยครับ) 2. ครั้งที่ 2 - ห่างจากครั้งแรก 1 เดือน 3. ครั้งที่ 3 - ห่างจากครั้งที่ 2 เป็นเวลา 6 เดือน อย่างไรก็ตาม ถ้าเคยได้รับวัคซีนบาดทะยักมาแล้ว ก็อย่าลืมแจ้งเจ้าหน้าที่ด้วยนะครับ ว่าเคยได้รับตอนไหนอย่างไร ฉีดครบหรือไม่ ^ ^

ถุงยางอนามัย : วีธีการและขั้นตอนการใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้อง

รูปภาพ
การคุมกำเนิดและวางแผนครอบครัวนั้นทำได้หลายทาง ไม่ว่าจะกินยาคุม ฝังเข็ม แต่การใช้ถุงยางอนามัยนั้น นอกเหนือจากการคุมกำเนิดแล้ว ยังมีประโยชน์ในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อีกด้วย ไม่ว่าจะกามโรค โรคหนองใน โรคเอดส์ ดังนั้น เราจึงควรจะรู้จักวิธีการใช้และขั้นตอนการใช้ถุงยางอนามัยที่ถูกต้องกันบ้าง เพราะต่อให้ใช้ถุงยางอนามัย แต่ถ้าใช้ถุงยางอนามัยไม่ถูกต้องก็อาจจะเกิดการตั้งครรภ์หรือติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ ขั้นตอนการใช้ถุงยางอนามั้ย ก็ตามนี้ครับ 1. ดูวันหมดอายุที่ซองหรือกล่องของถุงยางอนามัยก่อนใช้ครับ (จริงๆก็ควรจะดูที่กล่องก่อนซื้อเลยจะดีสุด จะได้ไม่เสียเงินฟรี ^ ^) 2. ตรวจดูรายฉีกขาด รอยรั่วของซองใส่ถุงยางอนามัยก่อนทุกครั้ง (อาจจะมีชิ้นที่หลุดมาตรฐานหรือเกิดชำรุดจากขั้นตอนการขนส่งได้ อย่าประมาทนะครับ ตรวจดูก่อน) 3. ขณะฉีกซอง อย่าให้เล็บไปโดนถุงยางอนามัย เพราะอาจจะทำให้เกี่ยวขาด หรือมีรอยฉีกขาดได้ (ถ้าเล็บไม่ยาว ก็ไม่ค่อยมีปัญหาครับ) 4. ต้องบีบปลายถุงยางอนามัยเพื่อไล่ลมก่อนส่วมใส่เสมอ เพราะถ้ามีลมค้างอยู่ภายใน ขณะมีเพศสัมพันธ์อาจจะทำให้ถุงยางอนามัยฉีกขาดได้ (ดูรูปถุงยา...

ยาคุมฉุกเฉิน ข้อดี ข้อเสีย และผลข้างเคียงของมัน!!

ยาคุมฉุกเฉิน ก็คือยาคุมกำเนิดสำหรับกรณีฉุกเฉิน ตรงๆตามชื่อของมันนั่นแหละครับ แล้วเมื่อใดล่ะ ที่ต้องรีบกินยาคุมอย่างฉุกเฉิน ... พูดง่ายๆก็คือเมื่อมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ตั้งใจ ขาดการวางแผนการตั้งครรภ์ และกลัวเกิดการตั้งครรภ์ จึงต้องหายาคุมมากินด่วนๆ และคำตอบเมื่อเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นก็คือยาคุมฉุกเฉินนั่นเองครับ ซึ่งยาที่ดี สะดวกแบบนี้ ถ้ามีแต่ข้อดี ไม่มีข้อเสียล่ะก็ คงไม่ต้องมียาคุมประเภทอื่นกันแล้ว จริงไหม? หากต้องการวางแผนครอบครัวหรือคุมกำเนิดก็คงไม่ต้องใช้วิธีคุมกำเนิดแบบอื่นกันแล้ว เมื่อไหร่มีเพศสัมพันธ์ก็ค่อยกินยาคุมฉุกเฉินเอาก็ได้ ... แต่ที่เค้าไม่ทำกัน เพราะมันมีข้อเสียอื่นด้วยนั่นเองครับ แน่นอนว่า ข้อดีของยาคุมนี้ก็คือ มันคุมได้อย่างฉุกเฉินทันทีนั่นเอง แล้วข้อเสียล่ะ? ข้อเสียของยาคุมฉุกเฉิน 1. กินไวทันที ภายใน 24 ชม. ป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 85% ซึ่งถือว่าขาด 100 ไปถึง 15% เลยทีเดียว พูดง่ายๆคือ ทุกๆ 7 คนที่คุมกำเนิดโดยใช้ยาคุมฉุกเฉิน จะมีคนตั้งครรภ์ 1 คน 2. กินช้านิด คือภายใน 72 ชม. ป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 75% พูดง่ายๆคือ ทุกๆ 4 คนที่ทานยาคุมฉุกเฉินช้า จะมีคนตั้งครรภ์ 1 ...

อาการของโรคเอดส์ มีอะไรบ้าง?

หากพูดถึงโรคเอดส์หรือโรคติดเชื้อเอชไอวีแล้ว หลายๆคนคงจะนึกถึงคนผอมๆ ตัวดำๆ ลิ้นเป็นฝ้าขาวๆ อย่างที่คนส่วนใหญ่เล่าลือหรือพูดต่อๆกันมา ซึ่งจริงๆแล้วก็ถูกแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นครับ จริงๆแล้ว อาการของโรคเอดส์มีอะไรบ้างนั้น ต้องขอบอกว่า อาการของโรคเอดส์จะขึ้นกับระยะของการติดเชื้อหรือป่วยด้วย ตามนี้ครับ 1. ระยะไม่มีอาการ ช่วงนี้คนที่ติดเชื้อเอชไอวี (จะไม่ินิยมเรียกว่่าผู้ป่วยเอดส์ แต่เป็นผู้ติดเชื้อ เพราะติดเชื้อแล้วแต่ยังไม่ป่วย) จะไม่มีอาการอะไรเลย!! ถ้าผิวขาว ก็จะขาวผุดผ่อง หล่อ สวย ใส อ้วนท้วนสมบูรณ์เหมือนเดิม ... แต่สามารถแพร่กระจายเชื้อติดผู้อื่นได้ ... ส่วนใหญ่แล้ว ระยะนี้กินเวลานานถึง 6 ปี!! ขอเน้นย้ำว่า 6 ปี ครับ ^ ^" 2. ระยะมีอาการ ต่อจากระยะไม่มีอาการแล้ว เมื่อเข้าสู่ปีที่ 7 ก็จะเริ่มมีอาการบ้าง จนถึงหนักเลย ระยะมีอาการนี้ก็เลยแบ่งออกเป็นอีก 2 ระยะคือ 2.1 ระยะเริ่มปรากฎอาการ ช่วงนี้อาจจะแบบว่ามีไข้บ่อยๆ เป็นๆหายๆ อยู่ๆก็ท้องเสีย ท้องเสียเล็กๆน้อยๆแต่ก็เรื้อรังไม่หายเสียที ลิ้นเป็นฝ้าขาวๆเพราะเชื้อราขึ้นก็มี 2.2 ระยะโรคเอดส์ เป็นช่วงที่ภูมิต้านทานเหลือน้อยมาก ไม่พอรับมือ...

เอดส์ (AIDS) หรือโรคติดเชื้อไวรัสเอชไอวี คืออะไร?

เอดส์ หรือ AIDS นั้น เป็นคำภาษาอังกฤษที่เป็นตัวย่อของคำว่า Acquired Immuno Deficiency Syndrome ครับ หากแปลตรงๆตัว ก็จะได้ความหมายของโรคเอดส์ทันทีเลยครับ นั่นก็คือ เอดส์ = กลุ่มอาการขาดภูมิต้านทาน มีภูมิต้านทานไม่เพียงพอ ... หรือที่นิยมใช้กันว่า โรคภูมิคุ้นกันบกพร่อง นั่นเองครับ สาเหตุก็คือ ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (ที AIDS อ่านว่า เอดส์ ที่คิดว่า HIV ทำไมไม่อ่าน ฮีฟ กันบ้างหนอ ^ ^") ซึ่ง HIV ก็ย่อมาจาก Human Immuno-deficiency Virus ครับ ก็แปลว่า ไวรัสที่ทำให้ภูมิคุ้นกันในมนุษย์ขาดแคลน ครับผม ดังนั้น เมื่อแปลจากความหมายของเอดส์แล้ว โรคเอดส์นั้นไม่ได้ทำอะไรร่างกายเราเลยครับ นอกจากภูมิต้านทาน โรคเอดส์ไม่ได้ทำลายสมอง ไม่ได้ทำลายตับ ไม่ได้ทำลายเลือด ไม่ได้ทำลายปอด ตับ ไต ... ไม่ได้ทำลายเลย เอดส์ทำลายอยู่อย่างเดียวก็คือ "ภูมิต้านทานของร่างกาย" ครับ ดังนั้น ถามว่าติดเอดส์อยู่ได้ไหม? คำตอบก็คืออยู่ได้ ... อยู่ได้ ถ้ารอบๆร่างกายเราไม่มีเชื้อโรค เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อรา อยู่เลย ... ถ้าเป็นแบบนี้เราก็อยู่ได้ เพราะต่อให้ภูมิคุ้มกันพร่องแค่ไหน ถ้าไม่มีเชื้อโรคเราก็อยู่...

การติดโรคเอดส์ ติดต่อได้อย่างไร ทางใดบ้าง?

โรคเอดส์ หรือการติดเชื้อเอดส์ (ไวรัสเอชไอวี) นั้น มีช่องทางการติดต่อของโรคอยู่ 3 ช่องทางครับ 1. การมีเพศสัมพันธ์หรือมีเซ็กซ์กับคนที่ติดเชื้อเอชไอวีหรือป่วยเป็นโรคเอดส์ครับ หากป้องกันโดยใช้ถุงยางอนามัย ก็จะช่วงป้องกันได้ครับ (แต่ไม่เต็มร้อยนะ) 2. การรับเลือดของผู้ติดเชื้อเอชไอวีเข้าไปในร่างกาย เช่น การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน (สถานบริการสาธารณสุขเปลี่ยนเข็มตลอด มักจะพบในผู้ที่ใช้เข็มฉีดยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้นมากกว่าน่ะครับ) หรือไปใช้บริการการสัก ที่ไม่ได้มาตรฐาน ไปสักคนที่ติดเอดส์ก่อน แล้วมาสักเราต่อ -*- 3. การรับเชื้อของลูกในครรภ์จากแม่ที่ติดเชื้อเอดส์ กรณีนี้ใช่ว่าจะติดเต็มร้อยนะครับ แต่โอกาสติดก็ยังมีอีกเช่นตอนคลอด และการดื่มนมแม่หลังจากคลอด (ในน้ำนมมีเชื้อเอดส์นะครับ แต่ปริมาณไม่มาก แต่หากเด็กทารกดูดนม จะรับน้ำนมไปปริมาณมากเอามากๆ จนอาจจะติดเชื้อจากการดูดนมแม่ได้) หลักๆก็มี 3 ข้อนี่แหละครับ แต่อยากฝากไว้นิดนึง โดยเฉพาะข้อ 1. เรื่องการมีเพศสัมพันธ์ หลายๆคนคิดว่าต้องกับหญิงขายบริการเท่านั้น แต่กับเพื่อน กับนักเรียนนักศึกษาหรือผู้หญิงผู้ชายที่รูปร่างหน้าตาดี คงไม่ติดหรอก? ... นี่แห...

ถูกยุงกัด ติดเอดส์ได้หรือไม่!!? ยุงเป็นพาหะนำโรคเอดส์ได้จริงหรือ?

เอดส์หรือการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีนั้น แม้ปัจจุบันจะมียาต้านช่วยเหลือในการรักษาแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เอดส์จึงยังเป็นโรคที่คนกลัวและเกรงกันอยู่เยอะ หากพูดถึงการติดต่อของโรคเอดส์แล้ว ก็คงจะทราบกันดีว่ามีการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทางเลือด และจากแม่สู่ทารกในครรภ์ ... พอมาพูดถึงการติดต่อทางเลือดแล้ว ... เอ๊ะ!! แล้วถ้ายุงที่กัดคนติดเชื้อเอดส์แล้วมากัดเราอีกทีล่ะ เราจะติดเชื้อเอดส์ไหม?? ถ้าโดนยุงกัดแล้วติดเอดส์เนี่ย? แล้วจะหลีกเลี่ยงอย่างไร? ก็ต้องขอบอกว่า โดนยุงกัด ไม่ติดเอดส์ นะครับ ^ ^ สาเหตุก็คือ 1. เชื้อ HIV นั้น มีชีวิตอยู่ในตัวยุงไม่ได้ครับ พอยุงดูดเอาเลือดที่มีเชื้อเอชไอวีเข้าไป เชื้อในเลือดที่อยู่ในตัวยุงก็จะตายในเวลาไม่นานครับ 2. เชื้อ HIV แบ่งตัวเพิ่มจำนวนหรือเพาะพันธุ์ในตัวยุงไม่ได้(ตายก่อน) จึงไม่มีเชื้อไวรัสเข้าไปอยู่ในส่วนอื่นๆของตัวยุง โดยเฉพาะในต่อมน้ำลายครับ ดังนั้น ต่อให้ยุงบ้วนน้ำลายออกมาก็ไม่มีเชื้อเอดส์ติดมาด้วยครับ (ยุงมันจะปล่อยสารกันเลือดแข็งตัวออกมาก่อนที่จะดื่มเลือดน่ะครับ สารนั้นไม่มีเชื้อไวรัสเอดส์ปนเปื้อนแน่นอนจ้า) 3. ปากยุงเล็กมากกกกกๆ...

ลูกกินยาก ไม่ยอมทานอาหาร แก้ไขปัญหาอย่างไรดี? กับเด็กที่กินยากแบบนี้

พ่อแม่หลายๆคน คงจะมีปัญหาเรื่องลูกๆของตนเอง กินอาหารยาก ไม่ยอมกิน หรือกินแต่ขนมหรืออาหารที่ไม่มีประโยชน์อย่างเดียวจนติดเป็นนิสัย ซึ่งการรับมือกับลูกที่กินยาก ไม่ยอมทานอาหารนั้น การบังคับขู่เข็ญเพียงอย่างเดียว อาจจะไม่เพียงพอ โดยเฉพาะกับเด็กสมัยนี้ที่บางครั้งก็ตามใจจนเคยตัวจะบังคับโน่นนี่ ก็ทำได้ยากเหลือเกิน ก็มีวิธีง่ายๆมาฝากกันครับ แต่ก็ใช่ว่าจะใช้ได้ผล ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นกับพ่อแม่และตัวเด็กด้วย ซึ่งพ่อแม่อาจจะต้องมองให้ออก ว่าลูกตนเองนั้นต้องใช้วิธีไหนแบบใด จึงจะได้ผล 1. ทำให้ลูกสนุกขณะกินอาหาร เช่น การทำให้การทานอาหารเป็นการเ่ล่นทานอาหาร โดยนำตุ๊กตาต่างๆมาร่วมทานข้าวด้วย ซึ่งพ่อแม่อาจจะต้องป้อนอาหารให้ตุ๊กตา และป้อนให้ลูกกินด้วย หรือการที่ให้พ่อแม่สร้างหรือมอบบทบาทให้กับอาหารนั้นๆ ให้อาหารมีชีวิต พูดจาโต้ตอบได้ และเย้ายวนให้ลูกทานอาหารนั้นๆ ... แต่วิธีนี้ต้องระวังไม่ให้กลายเป็นติดความสนุกจนเด็กจะกินอาหารด้วยข้อแม้ว่าต้องสนุกเท่านั้น ให้ผสมปนเปกันไปบ้าง 2. เลือกผักที่ทานง่ายก่อน ไม่ว่าจะเติมวิธีที่สนุกสนานแก่การกินให้เด็กหรือลูกๆมากขนาดไหน ก็คงเป็นไปไม่ได้แน่ ที่เด็กจะยอมกิน...